ไข้เลือดออก สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน ที่ควรรู้

0
2736

ไข้เลือดออก หรือ ไข้เดงกี่ (ภาษาอังกฤษ Dengue hemorrhagic fever-DHF) ออกอาจจะดูเหมือนเป็นโรคภัยไข้เจ็บไกลตัวที่เกิดจากยุงเพียงตัวเดียว แต่ปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ของบ้านเรา เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี หากมีภูมิต้านทานไม่ดีพอจะทำให้มีอาการหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ มาทำความรู้จักกับ สาเหตุ อาการ และ การรักษาไข้เลือดออก กันค่ะ

สาเหตุ อาการ และการรักษา ไข้เลือดออก ที่ควรรู้

โรคไข้เลือดออก

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก ที่ควรรู้

เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “เดงกี่” ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ เชื้อก็จะเข้าไปฟักตัวและแบ่งจำนวนเพิ่มในตัวยุงลาย ทำให้เชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ในตัวตลอดระยะเวลา 1 – 2 เดือน แล้วจึงถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นโดยการถูกยุงลายตัวนั้นกัดนั่นเอง

ยุงลายเหล่านี้มักจะอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านและออกกัดเวลากลางวัน โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์คือบริเวณที่มีน้ำขังนิ่งๆ อย่างเช่นภาชนะเก็บน้ำต่างๆ เช่น แจกัน ถ้วยรองขาตู้ โอ่ง กระถาง หรือยางรถยนต์ เป็นต้น

โรคไข้เลือดออกอาการของโรคไข้เลือดออก

ระยะที่ 1 มีไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลันตลอดเวลาประมาณ 2 – 7 วัน ถึงแม้ว่าจะรับประทานยาลดไข้ ไข้ก็ไม่ลดตาม มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระหายน้ำ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง ตัวแดง บางรายอาจมีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่ มีผื่นแดงตามแขนขาและลำตัว แต่ไม่มีอาการคัน หรืออาจจะมีจ้ำเขียวและจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ใต้ผิวหนัง

ระยะที่ 2 ช็อกและมีเลือดออก มักเกิดในช่วงวันที่ 3 – 7 ของโรค ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิกฤติและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยจะมีอาการไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแล้วมีอาการทรุดหนักหรือมีภาวะช็อก กล่าวคือ ซึม ตัวเย็น มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ความดันต่ำ และอาจมีเลือดกำเดาไหลหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ อาการในระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะเป็นอันตรายจนถึงอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่ถ้าผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 ฟื้นตัว สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการดีขึ้น นั่นคือสามารถลุกนั่งได้และรับประทานอาหารได้ แล้วร่างกายจะฟื้นตัวจนเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งระยะนี้อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน โดยรวมระยะเวลาที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออกอีกประมาณ 7 – 10 วัน

ไข้เลือดออกการรักษาโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันการรักษาโรคไข้เลือดออกนั้น เป็นการรักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้นในระยะนั้น โดยใช้ยาลดไข้ประเภทพาราเซตามอลปริมาณ 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 – 2 เม็ด ทุก 4 – 6 ชั่วโมง ถ้าเป็นเด็กจะให้รับประทานพาราเซตามอลชนิดน้ำ 10 – 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จากนั้นเช็ดตัวและป้องกันภาวะช็อก

ทั้งนี้ยาแอสไพรินแลไอบูโพรเฟนก็เป็นยาลดไข้เช่นกัน แต่ห้ามนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกมากผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยได้

ส่วนการป้องกันภาวะช็อกจะให้น้ำชดเชยเพื่อไม่ให้ปริมาณเลือดลดต่ำลง เพราะอาจจะทำให้ความดันเลือดตกลงได้ โดยการดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอสหรือแพทย์จะให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการผ่านหลอดเลือดดำ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกมากผิดปกติอาจจะต้องได้รับเลือดเพิ่ม แล้วเฝ้าระวังภาวะช็อกที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วย

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลง โดยควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายพร้อมกับกำจัดยุงลายทั้งตัวเต็มวัยหรือยังเป็นลูกน้ำก็ตาม ด้วยวิธีที่เราสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. การป้องกันทางกายภาพ เริ่มจากปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิดให้สนิท เช่น ตุ่มน้ำ โอ่ง และถังเก็บน้ำ หากไม่มีฝาปิดหรือยังไม่ได้ใช้ให้คว่ำลง เพื่อป้องกันยุงลายมาวางไข่ หรือปล่อยปลากินลูกน้ำประมาณ 2 – 4 ตัว ลงในภาชนะเก็บน้ำใช้ รวมถึงอ่างบัวและตู้ปลาด้วยเช่นกัน ส่วนจานรองขาตู้กับข้าวให้ใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อน้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร และหมั่นเปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดทุก 7 วัน
  2. การป้องกันทางเคมี สำหรับภาชนะเก็บน้ำที่ไม่สามารถใส่ปลากินลูกน้ำได้ ให้เติมทรายทีมีฟอสลงไปแทน ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและรับรองถึงความปลอดภัย หากใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้าน จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ สเปรย์ฉีดไล่ยุงและยาจุดกันยุง แต่เมื่อใช้สเปรย์ฉีดไล่ยุงแล้วควรเปิดหน้าต่างและประตูให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างแล้วอาจเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง ส่วนยาจุดกันยุงให้ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส สำหรับการพ่นสารเคมีเพื่อกำจุดยุงตัวเต็มวัย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นทำเมื่อจำเป็น โดยฉีดพ่นในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างเช่นท่อระบายน้ำหรือกระถางต้นไม้ เป็นต้น
  3. การปฏิบัติตัว ควรนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวดป้องกันยุง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม หรือใช้ยาทากันยุงที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างเช่นน้ำมันยูคาลิปตัสและน้ำมันตะไคร้หอม ซึ่งจะช่วยป้องกันยุงได้ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง

ยุงเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่มีพิษสงร้ายกาจ ซึ่งนำโรคอันตรายมาสู่เราและภายในครอบครัว ดังนั้นเราจึงต้องป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะสูญเสียคนที่เรารักจากโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here