โรคเริม สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาอย่างถูกต้อง

0
3788

โรคเริม ที่ปาก (Herpes Simplex) และเริมที่อวัยวะเพศ (Gential Herpes) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมักเป็นที่บริเวณปากหรืออวัยวะเพศ อาการเด่นชัดที่สุดของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง ผื่น มีความเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย มาทำความรู้จักกัยฌรคเริม เข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษากันค่ะ

โรคเริม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้สนิท เพราะเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคจะยังคงอยู่ภายในร่างกาย แม้ว่าอาการของโรคจะสงบลงแล้วก็ตาม แต่ก็สามารถกลับมาแสดงอาการซ้ำได้อีก เมื่อเรามีภูมิคุ้มกันลดน้อยลงจนร่างกายอ่อนแอในที่สุด

สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา โรคเริม อย่างถูกต้อง

เริมที่ปากโรคเริมเกิดจากอะไร

โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes Simplex Virus หรือ HSV ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดย่อยๆ คือ HSV-1 และ HSV-2 โดยติดต่อจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลหรือสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้ภายในร่างกาย รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการป้องกัน และอุปกรณ์ที่ใช้ทางเพศร่วมกันอีกด้วย

  • Herpes Simplex Virus type 1 (HSV-1) เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตราการติดต่อสูง ทำให้เกิดโรคเริมที่ปากและสามารถก่อให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้มักจะมีการติดเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็กแล้วมักแสดงอาการในตอนโต
  • Herpes Simplex Virus type 1 (HSV-1) มักจะมีสาเหตุมาจากโรคเริมที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

เริมที่อวัยะเพศหญิงอาการของโรคเริม

อาการของโรคเริมจะมีลักษณะโดยรวมคล้ายๆ กัน แต่จะมีความแตกต่างตรงที่บริเวณเกิดอาการดังต่อไปนี้

  1. เริมที่ปาก มักจะพบในเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรักษาและทิ้งรอยแผลเป็นไว้
  • เริมที่ปากในเด็ก พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีอาการเงือกและเนื้อเยื่อในช่องปากอักเสบ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบวม มีน้ำลายมากผิดปกติ มีไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ประสบภาวะขาดน้ำ
  • เริมที่ปากในผู้ใหญ่ ถ้าเป็นครั้งแรกจะมีอาการคล้ายกับเริมที่ปากในเด็ก แต่จะไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองบวม โดยจะมีอาการเจ็บคอ มีกลิ่นปาก และแผลเปื่อยภายในหรือรอบๆ ปากสีเหลืองหรือสีเทา เมื่อกลับมาเป็นซ้ำจะเกิดขึ้นไม่บ่อยและไม่รุนแรงเท่าการติดเชื้อครั้งแรก ซึ่งเริ่มจากอาการแสบร้อนและคันที่บริเวณริมฝีปาก แล้วเกิดตุ่มน้ำทำให้รู้สึกเจ็บระคายเคือง ของเหลวในตุ่มน้ำอาจจะไหลซึมออกมา จากนั้นจะแห้งลงแล้วตกสะเก็ดต่อไป
  1. เริมที่อวัยวะเพศ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักจะไม่ทราบว่าตัวเองมีเชื้อไวรัสชนิดนี้ภายในร่างกาย จนกว่าจะแสดงอาการเกิดขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายปีกว่าจะปรากฏอาการให้เห็น โดยการติดเชื้อไวรัสโรคเริมที่อวัยวะเพศครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นเริมที่อวัยวะเพศหญิงหรือเริมที่อวัยวะเพศชายก็ตาม จะมีอาการเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กและมีแผลเปิดที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย และต้นขา เมื่อปัสสาวะจะรู้สึกเจ็บ รู้สึกไม่สบายตัวราวกับเป็นไข้ สำหรับในผู้หญิงอาจจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นภายในบริเวณปากมดลูก และมีอาการตกขาวมากขึ้น

โรคเริมเกิดจากอะไรวิธีรักษาเริม

ถึงแม้ว่าแผลจากโรคเริมจะรักษาให้หายแล้วก็ตาม แต่เชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus จะยังคงอยู่ที่บริเวณปมประสาทแล้วแสดงอาการขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง โดยวิธีรักษาเริมนั้นจะเน้นที่การบรรเทาอาการคันและปวดแสบที่บริเวณแผลเริมนั้น

  1. เริมที่ปาก ควรดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย พร้อมกับหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด หรือมีส่วนประกอบของกรดสูง เพราะอาจจะทำให้แผลมีอาการระคายเคืองได้ จากนั้นทำการประคบแผลด้วยความเย็น จะช่วยลดอาการเจ็บปวดและเป็นการป้องกันแผลแห้งหรือปริแตก แต่ถ้าแผลมีของเหลวซึมออกมาก็ไม่ต้องประคบเย็น และควรหันมาใช้น้ำยาบ้วนปากแทนชั่วคราว หากมีแผลภายในช่องปากหรือรู้สึกเจ็บแผลขณะแปรงฟัน
  2. เริมที่อวัยวะเพศ ควรล้างบริเวณรอบๆ แผลด้วยน้ำอุ่นอย่างน้อยวันละ 3 – 4 ครั้ง โดยขณะที่ล้างต้องพยายามอย่าให้แผลโดนน้ำ จากนั้นใช้ลมเป่าแห้งแทนการเช็ดด้วยผ้าหรือทิชชู เพื่อเป็นการป้องกันการเสียดสีที่จะก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ควรใส่กางเกงชั้นในที่ผลิตจากผ้าคอตตอน เนื่องจากสามารถช่วยดูดซับความชื้นได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่น และไม่ควรสวมใส่กางเกงชั้นในที่คับแน่นมากเกินไป เพราะจะทำให้แผลเริมถูกเสียดสีนั่นเอง และถ้ามีอาการเจ็บปวดให้ทำการประคบเย็น
  3. การรักษาด้วยยา แพทย์จะสั่งจ่ายยาลดอาการปวดและยาต้านไวรัสที่จะช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรค ด้วยยาต้านไวรัสที่นิยมใช้ดังต่อไปนี้
    • ยารับประทาน จะต้องได้รับการสั่งจ่ายยาจากแพทย์เท่านั้น เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการท้องเสีย ตัวอย่างยาที่แพทย์นิยมให้ใช้ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) และวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)
    • ยาทาชนิดครีม เป็นยาทาที่มีส่วนประกอบของตัวยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ยาทารักษาเริมสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา แต่จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเริ่มแสดงอาการเท่านั้น ดังนั้นจึงควรรีบใช้ทันทีตั้งแต่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังหรือริมฝีปาก โดยทาวันละ 4 – 5 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงมากขึ้น และควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเน้นผักผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยให้เรามีภูมิต้านทานมากขึ้นด้วยค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here