โรคเกาต์ อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคเก๊าท์ ที่ควรรู้

0
1338

โรคเกาต์ หรือ โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นหนึ่งในโรคที่คนไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีอาการปวดตามไขข้อ ปวดขา(leg cramps) ปวดข้อ(joint pain) สาเหตุ​เกิดจากการสะสมผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate) วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับ อาการของโรคเกาต์ วิธีรักษาโรคเกาต์ และ การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเกาต์

โรคเกาต์ จัดอยู่ในกลุ่มของโรคไขข้ออักเสบที่พบได้บ่อยอีกโรคหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคปวดข้อชนิดเรื้อรังชนิดไม่ติดต่อ มักจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 9 – 10 เท่า โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีอัตราการเกิดโรคนี้ 2% และเมื่อมีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีอัตราการเกิดโรคนี้ถึง 4%

อาการ สาเหตุ และการรักษา โรคเก๊าท์

โรคเกาต์

อาการของ โรคเกาต์ ที่ควรรู้

ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีอาการปวดข้อครั้งแรก มักจะมีอาการเพียงไม่กี่วันและหายได้เอง โดยในบางครั้งอาจจะมีไข้ร่วมด้วย รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเริ่มมีอาการปวดตอนกลางคืนหรือหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารจำนวนมาก  การเดินสะดุด รวมถึงมีอาการขณะที่กลังอยู่ในภาวะเครียดทางจิตใจ

หากผู้ป่วยไม่ควบคุมโรคหรือได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ช่วงระยะแรกๆ อาจะมีอาการกำเริบทุก 1 – 2 ปี ที่บริเวณข้อเดิม และจะเพิ่มความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นทุก 4 – 6 เดือน และ 2 – 3 เดือน จนกระทั่งกลายเป็นทุกเดือนหรือเดือนละหลายๆ ครั้ง ทวีเพิ่มความปวดมากขึ้น จากที่ปวดเพียงข้อเดียวก็จะเพิ่มเป็น 2 – 3 ข้อ ได้แก่ นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า และข้อเท้า เป็นต้น

เมื่อมีอาการอักเสบหลายข้อมากขึ้น จะสังเกตเห็นปุ่มก้อนเกิดขึ้นบริเวณข้อที่ปวดบ่อยๆ รวมทั้งบริเวณที่หูด้วย เรียกว่าปุ่มโรคเกาต์หรือ “ปุ่มโทฟัส” (Tophus) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของกรดยูริก โดยปุ่มก้อนนี้จะมีอาการโตขึ้นจนในบางครั้งแตกออกมา มีลักษณะเป็นสารสีขาวไหลออกมา ทำให้เป็นแผลเรื้อรังที่หายช้า จากนั้นข้อจะเริ่มใช้งานไม่ได้และพิการในที่สุด

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีอาการปวดข้ออย่างรุนแรง มักจะมีอาการเกิดขึ้นรวดเร็วทันทีภายใน 1 วัน โดยพบว่าข้อที่ปวดกันมากคือ “นิ้วหัวแม่เท้า” ซึ่งมีอาการบวมมากจนรู้สึกเจ็บและเดินไม่ไหว เพราะผิวหนังบริเวณนี้มีลักษณะบวมตึง แดง ปวดแสบปวดร้อนมาก และจะรู้สึกเจ็บมากขึ้นเมื่อถูกสัมผัส แต่เมื่อมีอาการทุเลาลงจะทำให้ผิวหนังที่ปวดมีอาการลอกและคัน

โรคเกาต์วิธีรักษาโรคเกาต์

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคเกาต์อย่างแน่นอน แพทย์จะสั่งจ่ายยาลดข้ออักเสบหรือยาต้านการอักเสบจนกว่าจะหายปวด แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น รวมทั้งการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับของกรดยูริกในเลือด ซึ่งถ้าผลตรวจยังออกมาไม่ชัดเจน ก็อาจจำเป็นต้องตรวจด้วยการเจาะดูดน้ำจากข้อที่อักเสบด้วย เนื่องจากถ้าเป็นโรคนี้จะพบผลึกของยูเรตที่มองเห็นด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์

นอกจากนี้ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาลดกรดยูริกด้วยเช่นกัน โดยแพทย์จะเลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย และจะต้องรับประทานยาเหล่านี้ไปตลอดชีวิต เพื่อช่วยละลายสารยูริกที่สะสมอยู่ตามข้อหรืออวัยวะส่วนต่างๆ รวมถึงก้อนปุ่มโทฟัสให้ยุบตัวลง

  1. ยาขับกรดยูริก ตัวอย่างยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ยาเม็ดโพรเบเนซิล (Probenecid) แต่มีข้อควรระวังในการใช้คือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตหรืออยู่ในภาวะไตวาย และไม่ควรรับประทานยาแอสไพรินร่วมด้วย เนื่องจากจะทำให้ประสิทธิภาพการขับกรดยูริกลดลง อีกทั้งควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตจากการตกตะกอนของกรดยูริก
  2. ยาลดการสร้างกรดยูริก ตัวอย่างยาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ยาเม็ดอัลโลพูรินอล (Allopurinol) แต่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยังรุนแรง หรือทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้

ทั้งนี้ผู้ป่วยยังคงจำเป็นต้องไปตรวจหาระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการของโรคแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันอาการของโรคที่จะกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าผู้ป่วยมีระดับกรดยูริกสูงไม่เกิน 12 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดกรดยูริก

โรคเกาต์การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเกาต์

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูงอย่างเช่นสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หอย กะปิ น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ปลาทะเลบางชนิด กระถิน ยอดแค ยอดผัก ดอกสะเดา รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด แล้วหันมารับประทานอาหารที่มีกรดยูริกต่ำอย่างเช่นผักที่ไม่ใช่ยอดอ่อน ผลไม้ทุกชนิด หัวกะหล่ำ ข้าวโพด ธัญพืช ปลาน้ำจืด เต้าหู้ ข้าวโอ๊ต นมพร่องมันเนย เป็นต้น

ควรรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตให้มากพอต่อการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานจากโปรตีนที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้มีการสลายกรดยูริกออกมาในเลือดมากขึ้น และควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ หรืออย่างน้อยวันละ 3 ลิตร จะช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางไตมากขึ้น และเป็นการลดโอกาสการเกิดตะกอนนิ่วในไต

หากอยู่ในภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือประสบปัญหาโรคอ้วน ให้ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ควรลดน้ำหนักอย่างฮวบฮาบ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะคีโตนในเลือดสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายขับกรดยูริกลดลง และไม่ควรใช้วิธีการอดอาหารอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เซลล์มีการสลายตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ ส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น และทำให้ข้ออักเสบกำเริบขึ้นมาได้

นอกจากนี้ควรระมัดระวังไม่ให้ข้อกระดูกได้รับบาดเจ็บ งดการบีบนวดบริเวณที่มีอาการเจ็บ หากมีอาการปวดมากให้นอนพักทันที หรือใช้น้ำอุ่นจัดๆ ประคบตรงข้อที่ปวดประมาณ 20 นาที แล้วหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อนั้น จากนั้นจึงไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโรคเกาต์ต่อไป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here