แผลในปาก หรือ ร้อนใน กับสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาแผลในปาก

0
617

แผลในปาก หรือ ร้อนใน จะเป็นแผลตามริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก หรือลิ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดอาการเจ็บแล้ว ยังรบกวนการรับประทานอาหาร และการพูด มาทำความรู้จัก แผลในปากหรือแผลร้อนใน ว่าเกิดจาดสาเหตุอะไร อะไรทำให้เกิด แผลในปาก หรือ ร้อนใน และมีวิธีการในการรักษาแผลในปากอย่างไร ให้ถูกวิธี และไม่กลับมาเป็นบ่อยๆอีกค่ะ

แผลในปาก หรือ ร้อนใน เป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในช่องปาก ซึ่งมักพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว และจะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นจะทำให้ความถี่ในการเป็นเกิดขึ้นน้อยลง โดยในบางคนอาจเกิดขึ้นน้อยกว่า 4 ครั้งต่อปี ประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยโรคนี้

ร้อนใน หรือ แผลในปากกับสาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

แผลในปากโรคแผลในปากหรือร้อนในคืออะไร

แผลในปากหรือร้อนในมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “แผลแอฟทัส” (Aphthous ulcer หรือ Aphthous stomatitis) เป็นโรคที่เกิดจากการมีแผลเปื่อยภายในช่องปาก อาจจะมีแผลเดียวหรือหลายแผล และสามารถเกิดกับบริเวณในช่องปากตรงส่วนใดก็ได้ โดยแผลในปากหรือร้อนในอาจมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตรหรือหลายเซนติเมตรก็ได้ สำหรับอาการเจ็บจากแผลนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของโรค

เชื่อว่าเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง และอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกายอีกด้วย อีกทั้งยังพบว่าร้อยละ 30 – 40 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้บ่อยๆ อาจเกิดจากพันธุกรรม ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมากระตุ้น

สำหรับพฤติกรรมที่มักจะก่อให้เกิดแผลในปากหรือร้อนใน ได้แก่ ความเครียดวิตกกังวล การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนอย่างเช่นอาหารทอดๆ มันๆ ของหวาน ขนมปัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลไม้ที่มีรสหวานจัด การรับประทานอาหารที่มีรสจัดอย่างเช่นเผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัด

การมีบาดแผลภายในช่องปากก็เป็นสาเหตุของการเกิดแผลในปากหรือร้อนในได้เช่นกัน หรือแม้แต่อาการแพ้สารเคมีบางชนิดที่อยู่ในยาสีฟัน แพ้อาหารบางชนิด ร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิด โดยเฉพาะวิตามินบี สังกะสี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก

นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงร่างกายอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในสตรีในช่วงใกล้หรือมีประจำเดือนก็อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้อีกด้วย

โรคแผลในปากหรือร้อนในคืออะไรอาการของโรคแผลในปากหรือร้อนใน

อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดของแผลในปากหรือร้อนในคือ มีแผลเปื่อยภายในช่องปากแบบเป็นๆ หายๆ เป็นประจำ โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บบริเวณที่เกิดแผลเปื่อยในช่วง 2 – 3 วันแรก และจะรู้สึกปวดแสบมากขึ้นเวลาที่รับประทานอาหารรสจัด ซึ่งจะมีอาการรอยแดงรูปทรงกลมเกิดขึ้นก่อนมีแผลเปื่อยประมาณ 2 – 3 วัน หลังจากนั้นจึงจะกลายเป็นแผลเปื่อยที่มีเพียงแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้

ถ้าแผลเปื่อยมีขนาดใหญ่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บมากจนอาหารหรือพูดได้ลำบาก แต่พอแผลเริ่มหายก็จะมีอาการเจ็บลดน้อยลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด ถึงกระนั้นก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หากมีสิ่งเร้ามากระตุ้น

สาเหตุของโรคแผลในปากหรือร้อนในวิธีรักษาโรคแผลในปากหรือร้อนใน

เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุได้อย่างแน่ชัดว่าแผลในปากหรือร้อนในเกิดจากอะไร แต่มีแนวทางในการรักษาโรคนี้ได้ดังต่อไปนี้

  1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ ผสมเกลือแกงปริมาณ 1 ช้อนชา กับน้ำสะอาด 1 แก้ว คนให้ละลายแล้วใช้บ้วนปากวันละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยรักษาแผลและยังทำให้ปากสะอาดอีกด้วย
  2. รักษาความสะอาดภายในช่องปาก ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร โดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดเล็กและมีขนแปรงนุ่มๆ พร้อมกับใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ
  3. งดใช้น้ำยาบ้วนปากชั่วคราว เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปทั่วภายในช่องปาก แต่แนะนำให้เลือกใช้น้ำมันเมล็ดใบชาหรือน้ำยาบ้วนปากที่มีคุณสมบัติการยับยั้งแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพสูงแทน
  4. อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดจากแผลในปากหรือร้อนในได้พอสมควร แต่ถ้ามีอาการปวดมากๆ ให้รับประทานยาพาราเซตามอล
  5. ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ หากผู้ป่วยไม่มีโรคที่ต้องจำกัดการดื่มน้ำ ควรจะดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หรือ 2 – 3 ลิตร
  6. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีวิตามินบี สังกะสี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกสูง และอาหารที่มีฤทธิ์เย็น พร้อมกับหลีกเลี่ยงอาหารทอดๆ มันๆ หรือมีรสจัด รวมถึงเครื่องดื่มร้อนๆ หรือมีความซาบซ่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการระคายเคืองต่อแผล
  7. พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการนอนดึก แล้วผ่อนคลายความเครียดด้วยการออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
  8. หลีกเลี่ยงการตากแดดจัดๆ เนื่องจากความร้อนจะทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดแผลในปากหรือร้อนใน
  9. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยาบางชนิด และยาสีฟันที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ เพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้
  10. รีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือแผลไม่หายภายใน 2 – 3 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ อย่างเช่นโรคมะเร็งในช่องปาก

ร้อนในโรคแผลในปากหรือร้อนในอาจจะดูเหมือนไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างใด แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตตัวเองว่ามักจะเป็นโรคนี้เมื่อมีสิ่งใดมากระตุ้น เพราะการเป็นแผลในปากหรือร้อนในบ่อยๆ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในช่องปากได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here