ริดสีดวง อาการ และ วิธีการรักษา ยาแก้ริดสีดวงทวาร

0
2805

โรคริดสีดวงทวารหนัก หรือ โรค ริดสีดวง ภาษาอังกฤษ (Hemorrhoids หรือ Piles) โรคที่เกิดจากการอักเสบ และ/หรือการบวมของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด (Vascular structures, เนื้อเยื่อที่ประกอบด้วย หลอดเลือดดำ หลอดเลือดแดง และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน) ที่อยู่ภายในทวารหนักและรอบๆปากทวารหนัก เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความทุกทรมานกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids) เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่พบว่าเป็นกันมากขึ้น ในขณะที่อดีตมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีอาการก็จะทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบากพอสมควร โดยมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัยและมาเยือนอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับอาการที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับวิธีการรักษาอย่างถูกหลักกันค่ะ

อาการ วิธีการรักษา และ ยาแก้ ริดสีดวง

ริดสีดวง เกิดจากสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร

สาเหตุหลักๆ ของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือ โรคริดสีดวง ก็คือ หลอดเลือดดำที่อยู่ด้านใต้ผิวหนังและเยื่อเมือกบริเวณทวารหนักมีอาการปูดพองเป็นหัว เนื่องจากเกิดภาวะความดันในหลอดเลือดดำสูง ด้วยปัจจัยต่างๆ อย่างเช่นการรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารน้อย มีน้ำหนักตัวมากที่ส่งผลให้แรงดันภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น ทำให้เลือดไปคั่งค้างที่หลอดเลือด

ผู้ที่มีอาการท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ การนั่งเบ่งอุจจาระนานๆ โดยอ่านหนังสือหรือเล่นสมาร์ทโฟนไปด้วย รวมถึงอุปนิสัยการเบ่งอุจจาระอย่างเช่นชอบเบ่งอุจจาระแรงๆ และการใช้ยาระบายหรือยาสวนอุจจาระอย่างพร่ำเพรื่อนั้น แรงในการเบ่งอุจจาระจะช่วยเพิ่มความดันและทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ส่งผลให้มีอาการหลอดเลือดโป่งพองหรือทำให้หลอดเลือดขอด หรือเกิดการกดทับแล้วทำให้บาดเจ็บที่กลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด

นอกจากนี้ยังพบว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะทำให้มีการกดเบียดทับและสร้างอาการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดอย่างเรื้อรังส่งผลให้มีเลือดเข้าไปคั่งค้างอยู่ในหลอดเลือด ก่อให้เกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุก็สามารถพบได้บ่อยเช่นกัน เนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ที่รวมถึงกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด และอาจเกิดร่วมกับโรคในช่องท้องอื่นๆ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื้องอกที่มดลูก เนื้องอกหรือถุงน้ำที่รังไข่ และโรคตับแข็งหรือภาวะต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

ริดสีดวง ภายนอกอาการของโรคริดสีดวงทวาร

  1. อาการของโรคริดสีดวงภายนอก จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำๆ ยื่นออกมาจากปากทวารหนัก เวลาที่มีอาการท้องเสียหรือท้องผูก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บและระคายเคืองจากอาการปวดบวม แต่ถ้ามีลิ่มเลือดในหลอดเลือดที่โป่งพอง จะก่อให้เกิดอาการบวมและรู้สึกเจ็บมากขึ้น ซึ่งโดยปกติจะสามารถรู้สึกหายเจ็บได้เองภายใน 2 – 3 วัน แต่จะหายบวมภายใน 2 – 3 สัปดาห์ โดยอาจจะคงเหลือผิวหนังที่เป็นติ่ง และถ้าหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ก็อาจจะมีอาการคันหรือระคายเคืองที่บริเวณรอบปากทวารหนักร่วมด้วย
  2. อาการของโรคริดสีดวงภายใน มักจะมีเลือดออกทางทวารหนักเป็นเลือดสีแดงสดๆ ปนออกมากับอุจจาระ หรือมีเลือดหยดลงในโถส้วม หลังจากที่ถ่ายอุจจาระเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย อาการเหล่านี้มักจะเป็นๆ หายๆ แต่ในรายที่เป็นมากๆ นั้น หลอดเลือดจะมีอาการบวมมาก จึงทำให้หัวริดสีดวงยื่นออกมานอกปากทวารหนัก หรือมองเห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่มๆ ปลิ้นออกมา ซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บที่ทวารหนักและมีอาการคัน หรือมีอาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่

ริดสีดวงความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวาร

ระยะที่ 1 ยังไม่ค่อยมีก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อยื่นออกมานอกทวารหนักมากนัก

ระยะที่ 2 เริ่มสังเกตเห็นก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อยื่นออกมา ขณะที่กำลังเบ่งหรือถ่ายอุจจาระ แต่ยังไม่รู้สึกเจ็บและสามารถหดกลับเข้าไปได้เองโดยไม่ต้องใช้มือช่วย อาจจะมีเลือดออกบ้าง

ระยะที่ 3 สังเกตเห็นก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อยื่นออกมา ขณะที่กำลังเบ่งอุจจาระ แต่ต้องใช้มือในการช่วยดันกลับเข้าไปในทวารหนัก เนื่องจากไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง

ระยะที่ 4 จะมีก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อยื่นออกมาอย่างชัดเจน โดยไม่สามารถใช้มือช่วยดันก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อนี้กลับเข้าไปในทวารหนักได้เลย

การใช้ยารักษาริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงทวารจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นระยะแรกๆ หรือระยะที่สองจะสามารถรักษาด้วยตัวเองได้ ด้วยการใช้ยาบรรเทาอาการอักเสบหรือใช้ยาเหน็บ ยาฝาดสมาน ยาระบาย ยาแก้การหดตัวของหลอดเลือด หรือยาที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดดำ

ส่วนการรักษาโรคริดสีดวงทวารในระยะที่ 3 และ 4 นั้น ควรต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. การฉีดยา แพทย์จะทำการฉีดยารักษาโรคริดสีดวงเข้าไปที่ตำแหน่งริดสีดวงทวารที่มีเลือดออก เพื่อให้เลือดบริเวณนั้นจับตัวกับลิ่มในหัวริดสีดวง กลายเป็นเนื้อพังผืดขึ้นมาแทนที่หัวริดสีดวง จากนั้นเนื้อพังผืดจะหดตัวตามธรรมชาติแล้วหัวริดสีดวงก็จะฝ่อไปในที่สุด
  2. การใช้ยางรัด แพทย์จะทำการยิงยางรัดที่บริเวณโคนหรือหัวริดสีดวงที่ยื่นออกมา เพื่อให้หัวริดสีดวงนั้นมีอาการขาดเลือด จึงทำให้หัวริดสีดวงฝ่อตัวแล้วหลุดออกไปเอง
  3. การผ่าตัด สำหรับริดสีดวงทวารที่อยู่ในระยะที่ 3 และ 4 จะมีขนาดใหญ่เกินกว่ากลับเข้าไปเองได้ ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของริดสีดวงและจำนวน รวมถึงความชำนาญของศัลยแพทย์

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก ก็จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้มั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเขินอายกับอาการของโรคนี้ได้ค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here