ตกขาว ระดูขาว ตกขาวมีกลิ่น อาการ สาเหตุ และ การรักษาตกขาว ที่ควรรู้

0
842

ตกขาว  ผู้หญิงทุกคนเคยผ่านประสบการณ์ตกขาวมาแล้วทั้งนั้น  ด้วยสรีระร่างกายของผู้หญิงเราจะมีการตกขาว ปกติซึ่งธรรมชาติสร้างมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ช่องคลอด  แต่หากเป็นการตกขาวที่ผิดปกติ  ก็มักจะทำให้ผู้หญิงเราเกิดความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว  และอาจบ่งบอกถึงสัญญาณที่เกี่ยวกับโรคร้ายแก่ร่างกายของเราก็ได้  แล้วอาการตกขาวที่ผิดปกติมีอะไรบ้างนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จัก อาการ สาเหตุ การรักษา อาการ ตกขาว เราไปดูกันเลยค่ะ

ตกขาว  ระดูขาว  หรือมุตกิด (Leukorrhea , Leucorrhea หรือ Vaginal discharge)  คือ  สิ่งที่คัดหลั่งที่มีลักษณะเป็นเมือกขาว  จากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด  ปากมดลูก  หรือตัวมดลูกเอง  ซึ่งเป็นภาวะปกติ  ในช่วงวัยเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย  เมื่อถึงช่วงวัยเจริญพันธุ์เริ่มมีประจำเดือน  ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะ  จนถึงช่วงวัยสูงอายุ  ปริมาณจะค่อยๆ ลดลงจนแทบไม่มีเลย  สิ่งที่คัดหลั่งนี้จะช่วยสร้างความชุ่มชื่นให้กับบริเวณช่องคลอดและช่วยป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด

อาการ สาเหตุ และการรักษา ตกขาว

ตกขาวก่อนเป็นประจําเดือนลักษณะตกขาวที่อยู่ในภาวะปกติจะมีลักษณะใส  ไม่มีสีหรือเป็นสีขาวข้นคล้ายแป้งเปียก  ไม่มีกลิ่นเหม็น  ไม่มีอาการคัน มีภาวะเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตโรน (Progesterone) แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากเป็นปกติในช่วงกลางของรอบประจำเดือน  หรือขณะตั้งครรภ์

ส่วนลักษณะตกขาวที่อยู่ในภาวะผิดปกติ  จะมีสีที่ต่างไปจากเดิม  คือ  มีสีเหลือง  สีเขียว  สีเทา  สีชมพู  สีน้ำตาล  หรือมีลักษณะข้นหรือจับตัวเป็นก้อน  ปนหนอง  เป็นมูกเลือด  หรือเป็นฟองปนออกมาและมีกลิ่นคาวมากหรือกลิ่นคล้ายปลาเน่า  ซึ่งเป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์  อาจมีอาการอื่นรวมด้วย  เช่น  มีอาการคันอวัยวะเพศ  หรือมีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย  หรือมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ  อาจมีอาการปวดท้องน้อย  มีไข้  หรือมีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์

สาเหตุของการเกิดตกขาว

  1. ตกขาวเกิดจากการติดเชื้อ

–  เชื้อรา  มักจะเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ , อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ , เป็นโรคเบาหวาน , ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ , มีภูมิในร่างกายต่ำ , ติดเชื้อเอดส์

–  เชื้อแบคทีเรีย  มักจะเกิดในผู้หญิงที่มีการสวนล้างช่องคลอด  หรือกินยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

–  เชื้อโปรโตซัว (Protozoa)  การติดเชื้อดังกล่าวอาจเกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

นอกจากการติดเชื้อแล้ว  ตกขาวที่ผิดปกติอาจเกิดจากโรคมะเร็ง  ซึ่งโรคมะเร็งที่มักก่อให้เกิดอาการตกขาวผิดปกติคือโรคมะเร็งปากมดลูก

  1. ตกขาวที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื่อ อาจเกิดจากการใช้สบู่ล้างจุดซ่อนเร้นบ่อย  ทำให้สารจากสบู่เป็นตัวที่ฆ่าแบคทีเรียชนิดดี  เป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย  หรือเกิดจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด

ตกขาวเป็นก้อนเหนียวลักษณะและอาการของตกขาว  มีดังนี้

  1. ตกขาวสีเทา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) ทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น  สีขาวปนเทาอ่อน  มีกลิ่นคล้ายกลิ่นปลาเค็ม  มักไม่พบอาการเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วย  แต่บางรายอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด  และเจ็บช่องคลอดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  2. ตกขาวเป็นก้อน เกิดจากการติดเชื้อรา Candida albicans มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายนมบูด  เป็นสีขาวข้นหรืออาจเป็นสีเหลืองอ่อน  มีกลิ่นเหม็นอับแต่ไม่มีกลิ่นคาว  มีอาการแสบคันในช่องคลอดหรือปัสสาวะแสบขัดเป็นบางคราว  มีอาการบวมแดงที่อวัยวะเพศ
  3. ตกขาวสีเหลือง เป็นปัญหาตกขาวที่พบบ่อยสุดในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์  ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ  เช่น

–  ติดเชื้อแบคทีเรีย  ในบางรายตกขาวเป็นสีเหลืองขุ่น  มีกลิ่นคาวปลา  อาจมีอาการคันร่วมด้วย  ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ติดเชื้อหนองใน  ทำให้ตกขาวมีปริมาณมาก  เป็นหนองสีเหลืองหรือมีสีเขียวปน  มีกลิ่นเหม็น  ไม่คัน  อาจมีอาการปัสสาวะแสบร่วมด้วย

–  ติดเชื้อรา  มีอาการเช่นเดียวกับตกขาวเป็นก้อน

–  ติดเชื้อไวรัส  ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม  ซึ่งเกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์  มีตุ่มใสขนาดเล็กและจะแตกออกทำให้เป็นแผลและแสบคัน  มีกลิ่นที่ผิดปกติ

–  ติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด  ปกติการติดเชื้อชนิดนี้จะเป็นสีเขียว  แต่ในบางกรณีอาจตกขาวเป็นสีเหลืองได้ตกขาวมีกลิ่น

  1. ตกขาวสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด  เป็นพวกโปรโตซัวที่เรียกว่า ทริโคโมแนส วาจินาลิส (Trichomonas vaginalis) มักติดเชื้อมาจากเพศสัมพันธ์  จะทำให้มีอาการคันรอบช่องคลอด  แสบแดง  เจ็บที่อวัยวะเพศ  อาจมีปัสสาวะแสบขัด  มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย  และมีตกขาวลักษณะที่เป็นฟอง  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเชื้อชนิดนี้
  2. ตกขาวสีน้ำตาลหรือตกขาวปนเลือด เกิดจากการติดเชื้อที่ปากมดลูกหรือช่องคลอดหรือผนังมดลูกลอกตัวช้า  สามารถพบได้หลังช่วงที่มีประจำเดือน  หากไม่มีอาการแสบคัน  มีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย  ก็ถือว่าอยู่ในภาวะตกขาวที่ปกติ
  3. ตกขาวสีชมพู มักพบในผู้หญิงหลังคลอด  เกิดจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกนั่นเอง  หรืออาจเป็นสีของเลือดล้างหน้าเด็ก  ซึ่งมักจะเป็นสีชมพูจางๆ
  4. ตกขาวมีกลิ่นที่แรง เกิดจากการความเป็นกรดด่างในช่องคลอดมีความไม่สมดุลกัน  ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ดีมากกว่าชนิดดี  หากมีอาการคัน  รู้สึกเจ็บปวด  หรือมีอาการปัสสาวะแสบขัด  ควรรีบพบสูตินรีแพทย์ดีกว่า  เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดโรคอักเสบเรื้อรังภายในได้
  5. ตกขาวแป้งเปียก เกิดจากการติดเชื้อราในช่องคลอดหรืออาจเกิดกับผู้หญิงที่รับประทานยาบางชนิด  ซึ่งมักจะมีอาการคันช่องคลอด  บวมแดง  รู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์  แต่ไม่มีกลิ่นเหม็น

วิธีการรักษาและยาแก้ตกขาว

หากเป็นการตกขาวปกติ  สามารถดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกสุขอนามัยได้ด้วยตนเอง  ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์  แต่ถ้าหากเป็นการตกขาวที่ผิดปกติและมีอาการอื่นร่วมด้วย  ไม่ควรซื้อยามารักษาเองเพราะอาจกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจากเชื้อดื้อยา  แนะนำว่าควรไปพบสูตินรีแพทย์  เพื่อตรวจภายในช่องคลอดและรักษาตามสาเหตุที่พบ

ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษาอาการตกขาวผิดปกตินั้น  มีทั้งชนิดรับประทาน  ชนิดใช้ทาเฉพาะที่  และชนิดเหน็บช่องคลอด  ซึ่งมีดังนี้

–  ชนิดรับประทาน  ได้แก่  ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) , คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) , ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) , เมโทรไนดาโซล (Metronidazole) , คลินดามัยซิน (Clindamycin) , ยาผสมอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) กับกรดคลาวูลานิก (Clavulanic acid)

–  ชนิดทาเฉพาะที่  ได้แก่   เมโทรไนดาโซล (Metronidazole gel) , คลินดามัยซิน (Clindamycin cream) , โคลไตรมาโซล (Clotrimazole cream) , ไมโคนาโซล ( Miconazole cream)

–  ชนิดเหน็บช่องคลอด  ได้แก่  โคลไตรมาโซล (Clotrimazole vaginal tablets) , ไนสแตติน (Nystatin vaginal tablets)

นอกจากยาปฏิชีวนะแล้วยังมีสมุนไพรที่สามารถรักษาอาการตกขาวได้ เช่น กระชายดำ, กุยช่าย, ถั่วฝักยาว, ว่านชักมดลูกตัวผู้, เห็ดหูหนู และอีกมากมาย

อาการตกขาวนั้น  เมื่อหายแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก  ดังนั้นเพื่อความสบายใจของคุณผู้หญิง  มีวิธีการป้องกันง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

–  หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด

–  หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน  และควรเพิ่มความปลอดภัยด้วยการให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัย

–  รักษาความสะอาดช่องคลอดและอวัยวะเพศอยู่เสมอ

–  สวมใส่กางเกงชั้นในที่สะอาด

–  ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์  ก่อนการใช้งานเพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here